|
"ข้อเสียของการบริหารแบบครอบครัวก็คือ มันหยวนๆกันเกินไป
มันไม่ได้อยู่ตรงกลาง..ส่วนข้อเสียของการบริหารแบบมืออาชีพ
คือ บางทีมันก็โหดร้ายเกินไป คือเมื่อพนักงานไม่มีประ โยชน์แล้วก็ไม่เอาไว้ เราจึงยึดหลักบริหารแบบสายกลางโดยเอาเฉพาะข้อดีของทั้งสองระบบ มารวมกัน"
บนเส้นทางธุรกิจไอที ต้องบอกว่า"เคนนี่ย์ นาวานี"คือผู้บุกเบิกธุรกิจรับติดตั้งเครื่องลงเวลาทำงานด้วยระบบ"สแกนลายนิ้วมือ"
เป็นรายแรกๆของเมืองไทย จนกระทั่งปัจจุบันเขามีลูก ค้าที่เป็นบริษัทชั้นนำนับร้อยราย..ด้วยคอนเซ็ปต์การตลาดที่ว่า"ขายความแตกต่าง"คือมีคนทำ น้อย และไม่ใช่ทำกันง่ายๆ
ต้องใช้ประสบการณ์ ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ในทุกวันนี้
เคนนี่ย์ นาวานี บอกว่า ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้า อาทิ
ธนาคารออมสิน มหาวิทยาลัยมหิ ดล บริษัทแอดวานซ์
อินโฟร์เซอร์วิส(เอไอเอส) บริษัทโซนี่ จำกัด
บริษัท กฟผ.จำกัด(มหา ชน)มหาวิทยาลัยรามคำแหง
บริษัททิพยประกันภัย รัฐสภา ที่ว่าจ้างให้บริษัทเป็นผู้ติดตั้งระบบ
เขามองว่าเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือ จะมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายในอนาคต
อย่างในโรงงานที่จะใช้พนักงานลงเวลาแทนการตอกบัตร ป้องกันการโกงเวลาในระบบรักษาความ ปลอดภัย
โดยเฉพาะการสแกนลายนิ้วมือเพื่อเข้าห้องที่มีความสำคัญ อาทิ ห้องเก็บเงิน ของส ถาบันการเงิน
ห้องเซิร์ฟเวอร์ในบริษัทคอมพิวเตอร์ต่างๆ รวมทั้งในหอพักต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมี การใช้วิธีรูดบัตร อาจเกิดกรณีบัตรหาย
หรือกรณีที่มีการนำบัตรให้บุคคลภายนอกหอพัก รูดบัตร เพื่อเข้ามาในหอพักฯลฯ
เมื่อถามว่ารู้สึกพอใจกับความสำเร็จหรือยัง เขาบอกว่า ในเบื้องต้นยังไม่พอใจ "ผมอยากให้มันดีกว่านี้ยังไม่รู้สึกอะไรมันช้ากว่าที่ต้องการ เช่น การตอบรับของตลาด การพัฒนาสินค้าของเราเอง
ผมมองว่ามันน่าจะไปมากกว่านี้ แต่ก็ยอมรับว่าสำเร็จแค่ระดับ หนึ่งเท่านั้น เพราะผมเชื่อว่าพรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้
คนเราต้องพัฒนาไม่หยุด คือเมื่อไหร่ เราอยู่กับที่เราจะล้าหลัง เราต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง"
เคนนี่ย์ นาวานี ปัจจุบันอายุ 31 ปี เป็นลูกครึ่งไทย-อินเดีย
แต่เกิดที่ เมืองไทย ด้วย ฐานะที่ค่อนข้างดี เมื่อจบ
โรงเรียนนานาชาติแถวๆ
เอกมัยแล้วเลยมีโอกาสไปศึกษาระดับไฮ สคูล ที่สหรัฐอเมริกา กระทั่งจบปริญญาตรีด้าน
บริหารธุรกิจที่ เมาท์ ไอดา คอลเลจ เมื่อปี 2543 ก่อนเดินทางกลับเมืองไทย เขาบอกว่า ครั้งแรกคิดทำงานหาประสบการณ์ในบริษัทเอกชน แต่พอดีในช่วงนั้นบริษัทแบงคอค ซิสเท็มส์ แอนด์ ซอฟท์แวร์ จำกัด
ซึ่งเป็นบริษัทของครอบครัวประสบปัญหาขาดผู้บริหารเพราะพี่เขยซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมหุ้นอยู่ขอขยับขยายไปทำธุรกิจของตัวเอง
"เมื่อ 15 ปีที่แล้ว บริษัทแบงคอค ซิสเท็มส์ฯก่อตั้งขึ้น โดยมี คุณพ่อเป็นฝ่ายออกเงิน ส่วน พี่เขยเป็นฝ่ายออกแรงทำธุรกิจทำซอฟท์แวร์ อาทิ ซอฟท์แวร์
ระดับบัญชี
ระบบเอชอาร์ ต่อ มาพี่เขยขอขยับขยายไปทำธุรกิจของตัวเอง
เหลือแต่คุณพ่อ ซึ่งไม่ถนัดเรื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่ง เป็นช่วงเดียวที่ผมกลับมาจากอเมริกาพอดี คุณพ่อ
เลยขอให้มาช่วยธุรกิจของครอบครัว"
เขาบอกว่า ครั้งแรกที่เข้ามาบริหารงานก็อาศัยประสบการณ์การเรียนที่อเมริกาที่สอน ให้"คิดเป็น"มาประยุกต์ใช้ในการบริหาร
"อยู่บ้าน(เมืองไทย)พ่อทำให้ทุกอย่าง
ตอนเป็นเด็กไม่เคยเห็นบิลค่าน้ำ ค่าไฟ พ่อแม่ จัดการทุกอย่าง แต่การเรียนในอเมริกาสอนให้เราโตเป็นผู้ใหญ่ ผมมองว่าเป็นอะไรที่ดี มัน ช่วยเราเข้าใจเรื่องต่างๆ
กว่าชาวบ้าน มหา'ลัยในอเมริกา สอนเราให้คิดเป็น"
ปัจจุบันเขาบริหารธุรกิจของครอบครัวประมาณ 5 ปีแล้ว มีการปรับปรุงการบริหารงานหลายๆอย่างจากระบบครอบครัวมีการนำการบริหารจัดการแบบบริษัทมหาชน
หรือใช้ผู้บริหารมืออาชีพมาผสมผสานกับระบบครอบครัว "ตอนนี้(บริษัท)เปลี่ยนไปเยอะ
เมื่อก่อนมีการบริหารงานกันแบบครอบครัว..แบบครอบ ครัวจ้าเลย(หัวเราะ)
แต่ตอนหลังผมมาเปลี่ยนแปลงแต่ไม่ใช่ทิ้งระบบครอบครัวเลย ผมเอาส่วนดีๆ
ของบริษัทแบบครอบครัวกับบริษัทที่มีบริหารโดยใช้มืออาชีพมาผสมผสานกันรวมกัน
เพราะ ทั้งสองระบบมันมีทั้งข้อดี และข้อเสีย"
โดยข้อเสียของการบริหารแบบใช้มืออาชีพมาบริหารคือ บางครั้งระบบนี้ก็ดูโหดร้ายจนเกินไปคือไม่สนใจความสัมพันธ์ความดีที่ผ่านมาระหว่างบริษัทกับตัวพนักงาน
โดยเมื่อพนักงาน ไม่มีประโยชน์แล้วก็ไม่เอาไว้ อยู่ไม่ได้ก็ต้องออก มีแรงการกดดันเยอะ" "ส่วนข้อเสียของการบริหารแบบครอบครัวก็คือ มันหยวนๆ
กันเกินไป มันไม่ได้อยู่ตรง กลาง..เจ้านายหลายคน ลูกน้องรู้สึกงง! คำสั่งเปลี่ยนจากอันนั้นมาเป็นอันนี้..
จะเอายังไง กันแน่ ระบบครอบครัวเนี้ย..คำสั่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ..วันนี้เถ้าแก่อารมณ์เสีย เอ้าเปลี่ยนใจ อีกแล้ว ลูกน้องตามไม่ทัน
ทำอะไร(คำสั่ง)ไม่มีเอกสารคือ
พูดปากเปล่า เช่นเดียวกับ บริษัท
แบงคอค ซิสเท็มส์ฯในยุคแรกๆ"
อย่างไรก็ตามปัจจุบันคำสั่งทุกอย่างของบริษัทจะเป็นลายลักษณ์อักษร การตัดสินใจจะขึ้น อยู่กับที่ประชุม
เมื่อมีมติออกมาแล้วก็จบ..มีรายงานการประชุม
"ในการประชุมจะมีการโหวตกัน..ไม่ไช่ วัน แมน โชว์ ไม่ใช่ผมทุบโต๊ะแล้วต้องได้ดัง ใจ"
และในบริษัทไม่ใช่เจ้านายพูดอยู่คนเดียว เราต้องเปิดรับฟังความเห็นทั้งหมด ส่วนจะเห็น ด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็อีกเรื่องหนึ่ง
อย่างพนักงานใหม่บางคนเค้าก็อาจจะมีมุมมอง แม้ว่าอาจจะ นำไปใช้ไม่ได้ แต่เรารับฟังนำเอามาคิดต่อได้
ในตอนท้าย เคนนี่ย์ นาวานี ยืนยันว่าในอนาคตบริษัทจะไม่ทิ้งหลักการบริหารในแนวนี้ "เราจะทำงานกันแบบมืออาชีพ
แต่ในเรื่องสายสัมพันธ์ในบริษัทแล้วเราจะอยู่กันแบบครอบ ครัว แบบพี่ แบบน้อง และ ในอนาคต ผมคิดว่า เรายังจะคงคอนเซ็ปต์นี้ไว้"
|